3 สิ่งที่ผู้นำต้องเตรียมพร้อมก่อนหมดยุคโควิด

3 สิ่งที่ผู้นำต้องเตรียมพร้อมก่อนหมดยุคโควิด

3 สิ่งที่ผู้นำต้องเตรียมพร้อมก่อนหมดยุคโควิด

จาก New Normal ในช่วงที่ไวรัสโควิดระบาดกลายเป็น Now Normal ที่คุ้นชินแล้วในแต่ละองค์กร แล้วหลังจากนี้หล่ะ เราได้เตรียมความพร้อมอะไรบ้างเพื่อจะออกจากยุคการระบาดไป

งานวิจัยทั่วโลกบอกให้เราทราบว่าเทรนด์ธุรกิจเปลี่ยนไปแล้ว ความรู้และทักษะของคนทำงานก็ต้องเท่าทันธุรกิจใหม่ๆ วิถีการทำงานจะไม่กลับไปเหมือนยุคก่อนโควิดอีกแล้ว เราในฐานะผู้นำได้เตรียมความพร้อมอย่างไรบ้าง    

ความรู้และทักษะสำหรับผู้นำ

ธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อเทรนด์ของผู้บริโภค สิ่งที่เคยเป็นความคิดกลายเป็นความจริงเร็วกว่าที่เราคาด การค้าขายบนโลกออนไลน์เติบโตทั้งรูปแบบและยอดขาย บริการหลายอย่างก็เข้ามาอยู่บน Virtual Platform ทั้งที่ไม่เคยคิดว่าจะเป็นไปได้ เช่น การไปหาหมอ ธุรกรรมการเงินการธนาคาร งานอีเวนท์ต่างๆ แม้แต่การซื้อขายล๊อตเตอรี่ เป็นต้น

องค์กรจึงต้องการความรู้ที่ทันสมัย เข้าใจแนวโน้มและทิศทางธุรกิจ งานวิจัยหลายชิ้นที่คิดว่าเหมาะสำหรับโลกอนาคตอาจจะต้องหยิบมาปัดฝุ่นแล้วทดลองตลาดดู ทักษะต่างๆของบุคลากรถึงเวลาที่ต้องอัพเดตให้เหมาะกับการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันและต่อเนื่องได้

การสื่อสารแบบ Top Down ไม่เพียงพออีกต่อไป การฟัง การแชร์ไอเดีย การมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น การระดมสมอง กลายเป็นสิ่งที่ต้องทำมากที่สุดเพื่อให้ทันเหตุการณ์ การทำงานแบบ Cross Function จะเป็นเรื่องธรรมดาแทนที่งานแบบไซโล ความยืดหยุ่น การไม่เป็นทางการ และอาจหมายถึงการไม่เป็นเวลา เป็นวิถีการทำงานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ข้อมูลและงานวิจัยที่แชร์กันอย่างกว้างขวางจะเป็นแหล่งข้อมูลที่ทุกคนเข้าถึงได้ ผู้นำและองค์กรจะทำอย่างไรจึงจะแปลงข้อมูลเหล่านั้นให้ส่งเสริมเป้าหมายธุรกิจ ไม่ใช่แค่เพื่อให้ผ่านวิกฤติได้แต่ต้องทำให้องค์กรอยู่ได้อย่างยั่งยืนจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายไม่น้อย

การสื่อสารของผู้นำ

ท่ามกลางความไม่แน่นอน เป็นช่วงเวลาที่จิตใจอ่อนไหว และสมองก็คาดเดาไปต่างๆนานา สิ่งที่บุคลากรอยากรู้คือสถานะขององค์กร อยากรู้ว่าผู้นำจะ take action อะไรบ้าง อยากรู้ว่าเขาจะได้รับผลกระทบอะไร เป็นต้น

แม้เราจะพูดกันเสมอว่าการทำงานทางไกล การสื่อสารผ่านตัวอักษร การประชุมแค่เห็นหน้ากันบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่สามารถทดแทนการได้เดินไปดื่มกาแฟด้วยกันที่ครัวเล็กๆในออฟฟิศ การไปทานข้าวด้วยกันที่เต็นท์ข้างตึก การได้ยกโน๊ตบุ๊คมากคุยกันในห้องประชุม แต่ก็ได้กลายเป็น Now Normal ไปแล้ว

การสื่อสารจากผู้นำจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำเป็นประจำ จากเดิมอาจจะเคย Town Hall Meeting ไตรมาสละครั้ง ในช่วงวิกฤติอาจจะเคยคุยกันทุกสัปดาห์ แต่การเตรียมตัวเพื่อจะออกจากวิกฤติไปสู่อนาคตยังต้องการความสม่ำเสมอ เนื้อหาที่บุคลากรควรจะรู้เพื่อจะได้เตรียมความพร้อม เช่น ความรู้และทักษะของตนเอง การร่วมมือกับผู้อื่น การทำในสิ่งที่ไม่คุ้นเคย รวมไปถึงความทุ่มเทที่มีผู้นำและเพื่อนร่วมงานอยู่เคียงข้างกัน เป็นต้น   

การสื่อสารที่ตรงไปตรงมา โปร่งใส จึงสำคัญจากผู้นำทุกท่าน   

ความใส่ใจจากผู้นำ

สิ่งหนึ่งที่บุคลากรโหยหาและบางทีก็ไม่ได้เรียกร้อง คือความเข้าอกเข้าใจจากผู้นำ

บางองค์กรส่งกล่องของขวัญไปให้พนักงานถึงบ้านในช่วงที่ต้อง WFH หน้ากาก วิตามิน แอลกอฮอล์ แสดงความห่วงใยในช่วงไวรัสระบาด การซื้อโควตาอาหารเดลิเวอรี่ให้พนักงานได้เลือกรับประทานสิ่งที่ชอบเอง การให้ยืมโต๊ะเก้าอี้ทำงาน เพื่อส่งความใส่ใจไปให้แล้ว หลังวิกฤตินี้ผู้นำควรจะทำอะไรอีก

WFH ช่วงปีกว่าๆมานี้ส่งผลต่อปัญหาสุขภาพกายและใจของบุคลากรไม่น้อย ถึงแม้โรคระบาดจะคลี่คลายไปได้แต่วิถีการทำงานแบบใหม่ก็จะไม่กลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว ผู้นำและองค์กรได้วางแผนอะไรไว้แล้วบ้างที่จะช่วยให้บุคลากรของเราจัดการความเครียด คลายความเหนื่อยล้าจากหน้าจอ สุขภาพกายแข็งแรง และมีจิตใจที่มั่นคง พร้อมที่จะเดินหน้าไปอนาคตที่เราต้องการได้

ทั้ง 3 ข้อที่ผู้นำต้องเตรียมพร้อมคือ ความรู้ทักษะ การสื่อสาร และความใส่ใจ เพื่อจะพาทีมงานและองค์กรก้าวต่อไปในอนาคตได้ เรียกว่าเป็น Proactive และ Preventive ไปพร้อมๆกันเลยทีเดียว

 
ดร.หนิง ดไนยา ต้ังอุทัยสุข

โค้ชผู้บริหาร นักพัฒนาผู้นำ 

Powered by MakeWebEasy.com