ทุกปี องค์กรทุ่มงบประมาณไม่น้อยไปกับการพัฒนาผู้นำ จัดเวิร์กช็อป สัมมนา หลักสูตร Leadership ที่ออกแบบมาอย่างดี แต่สิ่งที่ HR และ L&D หลายคนยังถูกถามคือ "ฝึกอบรมแล้ว ทำไมพฤติกรรมของหัวหน้าถึงยังไม่เปลี่ยน?"
คำตอบไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาของหลักสูตร แต่อยู่ที่สิ่งที่เรามักมองข้าม เราสอนให้ผู้นำ "รู้มากขึ้น" แต่ไม่ได้เปลี่ยนวิธีที่เขา "ทำงานกับคน" ในทุกๆ วัน
และคนที่ทำงานกับคนทุกวัน คือตัวแปรสำคัญขององค์กร
งานวิจัยของ Gallup ที่ติดตามพนักงานหลายล้านคน พบว่า ผู้จัดการมีผลต่อความผูกพันของทีม (Managers account for at least 70% of the variance in employee engagement scores across business units) พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ปัจจัยที่ทำให้เกิดความแตกต่างด้าน Engagement ของพนักงาน คือ ผู้นำของทีม มากกว่าเรื่องอื่นๆ
ความผูกพันสูงเชื่อมโยงกับ Productivity ที่สูง อัตราการลาออกที่ต่ำลง คุณภาพงานที่ดีขึ้น และกำไรที่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน ครึ่งหนึ่งของพนักงานเคยลาออกเพื่อ "หนีจากหัวหน้า" ในช่วงใดช่วงหนึ่งของอาชีพ
รายงาน State of the Global Workplace พบว่า Employee Engagement ทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ จาก 23% ในปี 2022 เหลือ 20% ในปี 2025 เมื่อซูมเข้าไปดูก็พบว่า กลุ่มผู้จัดการเองก็มีระดับความผูกพันที่ลดลงจาก 30% เหลือ 27% เช่นกัน เราเชื่อว่าเป็น Cascade Effect ที่เมื่อหัวหน้ามีความผูกพันน้อยลง ก็ย่อมส่งผลต่อไปยังทีมด้วย สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อการสูญเสียในเชิงธุรกิจด้วย
ดังนั้น ถ้าอยากให้องค์กรเติบโต เราต้องโฟกัสการพัฒนาวิธีที่หัวหน้าบริหารพนักงาน วิธีการเป็นผู้นำของพวกเขา
องค์กรส่วนใหญ่ คนที่เก่งงานที่สุดมักได้รับ "รางวัล" เป็นตำแหน่งหัวหน้า เราโปรโมตเพราะเขาเป็น Expert ที่ทำงานเก่ง แต่กลับคาดหวังให้เขากลายเป็น Leader ที่ดีโดยไม่เคยสอนทักษะการเป็นผู้นำให้เขาเลย
สิ่งที่ Expert ถนัดคือการให้คำตอบ แต่ทักษะของ Leader คือการดึงศักยภาพและคำตอบจากคนอื่น ทั้ง 2 เรื่องนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง
หัวหน้าที่ยังติดอยู่ในกับดักของ "ผู้เชี่ยวชาญ" จะรีบให้คำตอบทุกครั้งที่ลูกน้องมีปัญหา ซึ่งดูเหมือนมีประสิทธิภาพในระยะสั้น แต่ในระยะยาวแล้ววิธีนี้กำลังสร้างทีมที่รอคำสั่ง ไม่กล้าตัดสินใจ และอาจจะไม่เติบโต เพราะทุกครั้งที่หัวหน้าให้คำตอบจะเท่ากับการพรากโอกาสการเรียนรู้ของลูกน้องไปด้วย
นี่คือเหตุผลที่แนวคิดเรื่อง Leader as Coach หรือผู้นำที่โค้ชเป็น กลายเป็นการลงทุนที่องค์กรชั้นนำให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ
การสร้างผู้นำที่โค้ชเป็น ไม่ใช่การส่งหัวหน้าไปเข้าคอร์สโค้ชชิ่งหนึ่งวันแล้วจบ และไม่ใช่การเปลี่ยนหัวหน้าทุกคนให้เป็นโค้ชมืออาชีพ
หัวใจของมันคือ การติดตั้ง "ทักษะการโค้ช" ให้เป็นส่วนหนึ่งของวิธีนำทีมในทุกวัน พวกเขาจะรู้ว่าเมื่อไรควรสอน เมื่อไรควรสั่ง และเมื่อไรควร ถาม แล้วฟัง
ผู้นำที่โค้ชเป็นจะใช้คำถามที่ช่วยให้ลูกน้องคิด แทนที่จะป้อนคำตอบ เขาสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้คนกล้าเสนอความคิดและกล้ายอมรับเมื่อพลาด เขาให้ Feedback ที่พัฒนาคน ไม่ใช่เพื่อตำหนิ และที่สำคัญ เขาเชื่อว่าคนส่วนใหญ่มีศักยภาพมากกว่าที่ตัวเองคิด หน้าที่ของผู้นำคือช่วยให้ความสามารถนั้นได้เปล่งประกายออกมา
ความแตกต่างนี้สร้างผลลัพธ์ที่ใหญ่มาก เพราะคำตอบที่คนคิดได้เองจะตามมาด้วย Commitment และความพยายามทำจนเกิดผลสำเร็จ ต่างจากคำสั่งที่คนต้องพยักหน้าตอบ
หากมองในมุมธุรกิจ การสร้างวัฒนธรรมการโค้ชให้ผลตอบแทนในหลายมิติที่ HR และ L&D วัดผลได้จริง
1. รักษาคนเก่งไว้ได้ ในเมื่อคนลาออกเพราะหัวหน้ามากกว่าเพราะองค์กร การพัฒนาหัวหน้าให้เป็นคนที่ลูกน้องอยากทำงานด้วย จึงเป็นกลยุทธ์รักษาคนที่คุ้มค่า ตัวเลขจาก Q12 Meta-Analysis ของ Gallup ชี้ชัดว่า องค์กรที่มีความผูกพันสูง มีอัตราการลาออกที่ต่ำกว่า มีข้อบกพร่องด้านคุณภาพงานน้อยกว่า ทำกำไรได้สูงกว่า องค์กรที่มีความผูกพันต่ำ
อย่าลืมว่าผู้จัดการมีส่วนในการสร้างความผูกพันถึง 70% ดังนั้นการลงทุนพัฒนาหัวหน้า ดีกว่าการสูญเสียคุณภาพของงานและการสรรหาคนเก่ง
2. ขยายผลได้ (Scalability) องค์กรไม่สามารถจ้างโค้ชส่วนตัวให้พนักงานทุกคนได้ แต่ถ้าติดตั้งทักษะการโค้ชเข้าไปในตัวหัวหน้าทุกระดับ เท่ากับสร้างโค้ชให้กระจายอยู่ทั่วองค์กร การพัฒนาคนจึงเกิดขึ้นทุกวัน ในทุกการสนทนา ไม่ใช่แค่ปีละครั้งตอนประเมินผล
3. สร้างความเป็นเจ้าของและการตัดสินใจที่ดีขึ้น ทีมที่ได้รับการโค้ช ไม่ได้รอคำสั่ง แต่คิดและตัดสินใจเองได้ จะช่วยให้องค์กรคล่องตัวและปรับตัวได้เร็วในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนเร็ว
4. สร้าง Leadership Pipeline วัฒนธรรมการโค้ชทำให้การพัฒนาผู้นำรุ่นต่อไปเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ หัวหน้าที่โค้ชเป็นกำลังสร้างหัวหน้าคนต่อไปอยู่ทุกวัน ลดช่องว่างของ Succession ที่หลายองค์กรกังวล
จากประสบการณ์ในการพัฒนาผู้นำและโค้ชผู้บริหารให้องค์กรมากกว่า 10 ปี เราพบว่า
1. มองเป็นระบบ ไม่ใช่อีเวนต์ ทักษะการโค้ชไม่เกิดจากการอบรมครั้งเดียว แต่ต้องมีองค์ประกอบครบ มีการสร้างทักษะ ฝึกปฏิบัติจริง มีพื้นที่ให้ลอง และมีการเสริมแรงต่อเนื่อง สิ่งสำคัญคือผู้บริหารระดับสูงต้องเป็นต้นแบบ เพราะวัฒนธรรมไหลจากบนลงล่างเสมอ ถ้าผู้บริหารเริ่มโค้ช ผู้บริหารระดับกลางก็จะใช้ตาม และส่งต่อไปเรื่อยๆในองค์กร
2. เชื่อมการโค้ชเข้ากับเป้าหมายขององค์กร การโค้ชจะทรงพลังที่สุดเมื่อไม่ได้ลอยอยู่เดี่ยวๆ แต่เชื่อมกับการตั้งและขับเคลื่อนเป้าหมาย เครื่องมืออย่าง OKR (Objectives and Key Results) เป็นตัวอย่างที่ดี เมื่อหัวหน้าใช้ทักษะการโค้ชในการช่วยทีมตั้งเป้าและเป็นเจ้าของเป้าหมายนั้น แทนการสั่งให้ทำตาม ผลลัพธ์ที่ได้คือทีมที่มุ่งมั่นเพราะเข้าใจว่า "ทำไม" ไม่ใช่แค่รู้ว่าต้อง "ทำอะไร" (อ.หนิงร่วมแปลหนังสือ Measure What Matters และได้เห็นพลังของการเชื่อมเป้าหมายเข้ากับการพัฒนาคน)
3. วัดผลให้เป็น กำหนดตัวชี้วัดที่จับต้องได้ตั้งแต่ต้น เช่น Engagement Score, อัตราการลาออกของทีม, ความพร้อมของผู้นำรุ่นถัดไป เพื่อให้การลงทุนนี้พิสูจน์คุณค่าตัวเองได้ และได้รับการสนับสนุนต่อเนื่องจากผู้บริหาร
4. อดทนกับ "เกมระยะยาว" การเปลี่ยนหัวหน้าที่เคยมีคำตอบ ให้กลายเป็นผู้นำที่ถามเป็น เป็นการฝึกซ้ำๆ จนกลายเป็นนิสัย เป็นการเปลี่ยนวัฒนธรรมภายในองค์กร จึงไม่ใช่โครงการระยะสั้น แต่กำลังสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนให้กับองค์กรในระยะยาว
ในโลกที่การลอกเลียนแบบเป็นเรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ สิ่งที่ลอกเลียนยากที่สุดคือ "คุณภาพของผู้นำ" และวัฒนธรรมที่คนเติบโตได้จริง การสร้างผู้นำที่โค้ชเป็นจึงไม่ใช่ค่าใช้จ่ายด้านการอบรม แต่คือการลงทุนในความสามารถในการแข่งขันระยะยาวขององค์กร
คำถามจึงไม่ใช่ว่า "องค์กรเราจำเป็นต้องมีผู้นำที่โค้ชเป็นไหม" แต่คือ "เราจะเริ่มสร้างมันอย่างเป็นระบบได้อย่างไร"
หากคุณเป็น HR หรือ L&D ที่กำลังคิดเรื่องการวางรากฐานวัฒนธรรมการโค้ชในองค์กร อ.หนิง และ Excellence Resources ยินดีพูดคุยและช่วยออกแบบแนวทางที่เหมาะกับบริบทขององค์กรคุณ — ทักมาคุยกันได้เสมอค่ะ
ดร.หนิง ดไนยา เป็น Executive Coach ระดับ MCC (Master Certified Coach) จาก ICF ผู้เขียนหนังสือด้านภาวะผู้นำและการโค้ชหลายเล่ม รวมถึง "เปลี่ยนหัวหน้างานให้เป็นโค้ช" และเป็นผู้ร่วมแปล "Measure What Matters"
เรามุ่งมั่นในการเป็น Solution for People Development ให้กับองค์กร