ราว 10 ปีที่ผ่านมา เคยมี Digital Coaching Platform ที่ให้ลูกค้าพิมพ์ข้อความคุยกับโค้ชที่เป็น Bot ได้ แต่ไม่นานก็ไม่ได้ยินเรื่องราวแบบนี้อีก จนกระทั่ง 2-3 ปีที่ผ่านมาเมื่อพวกเรารู้จัก AI Chatbot หรือ Generative AI และใช้พูดคุยได้ราวกับเป็นผู้รู้ในทุกเรื่อง กระแสการโค้ชกับ AI ก็กลับมาอีกครั้ง
เราอาจได้ยินโค้ชรุ่นใหม่ๆถามว่า “พวกเราควรกลัว AI ไหม” หรือแม้กระทั่งมีคำถามจากลูกค้าว่า “เราควรซื้อ AI Coach ให้พนักงานของเราใช้ได้หรือยัง” คำถามทั้ง 2 ข้อนี้ อาจจะมาจากความรู้สึกหรือความคิดที่ยังไม่ได้ศึกษาข้อเท็จจริงให้มากพอ
ในวงการโค้ช เราอาจจะแบ่งได้เป็นอีก 2 ฝั่งความคิด ฝั่งหนึ่งบอกว่า "AI โค้ชไม่ได้หรอก AI ไม่มีหัวใจ" แล้วก็เลิกสนใจไป ส่วนอีกฝั่งจะบอกว่า "โค้ชที่เป็นคนจะตกงานในอีกไม่นาน” แล้วก็วิตกกังวลกันไป หนิงคิดว่าสิ่งที่เราควรทำเพื่อไม่ให้พลาดใจความสำคัญคือ หาความจริงว่า ณ ขณะนี้ โค้ชที่เป็นคนอยู่ตรงไหน และโค้ชที่เป็น AI อยู่ตรงไหนกันแน่
ในบทความนี้ อ.หนิง จะชวนมาดูข้อเท็จจริง ผ่านงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ
แทนที่จะถกเถียงกันเชิงความเห็นว่า AI โค้ชได้จริงหรือไม่ได้ ทีมวิจัยนำโดย Professor Jonathan Passmore ทำสิ่งที่ตรงไปตรงมา คือเอา AI Coach ไปรับการประเมินการโค้ช (Passmore, Tee, & Rutschmann, 2025)
วิธีการคือ ให้ผู้รับการโค้ชที่เป็นลูกค้าองค์กร นำหัวข้อการโค้ชจริงจากการทำงานมารับการโค้ชจาก AI coaching agent จากนั้นนำบทสนทนาที่เกิดขึ้นไปให้ ICF assessor ที่ผ่านการรับรอง ประเมินการโค้ชด้วยเกณฑ์ ICF Core Competencies มาตรฐานเดียวกันกับที่ใช้ประเมินโค้ชที่เป็นคน ที่ใช้ยื่นขอรับรอง Credential
ผลการประเมินพบว่า AI แสดงพฤติกรรมการโค้ชได้ตามมาตรฐานระดับ ACC ในทุก Competency และบางด้านแตะระดับ PCC ผู้วิจัยระบุไว้ชัดเจนว่า หากใช้วิธีเดียวกับโค้ชที่เป็นคน คือเลือกบทสนทนาการโค้ชที่ดีที่สุดไปขอรับการประเมิน AI ก็น่าจะได้รับ Credential ไปเรียบร้อยแล้ว
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายท่านอาจรู้สึกใจหาย แต่ อ.หนิงอยากชวนให้อ่านต่ออีกสักหน่อย เพราะครึ่งหลังของงานวิจัยต่างหาก ที่คิดว่าสำคัญที่สุด
สิ่งที่ AI ทำได้ดี ล้วนเป็นเรื่องของ Structure การโค้ช สามารถทำข้อตกลง เป้าหมายการโค้ชก่อนเริ่ม Session ได้ชัดเจน แยกแยะประเด็นกับเป้าหมายได้ ตั้งคำถามปลายเปิดทีละคำถาม ไม่ขัดจังหวะผู้รับการโค้ช ไม่เผลอให้คำแนะนำ และที่สำคัญคือ ทำได้สม่ำเสมอแบบนี้ทุกครั้ง ไม่เหนื่อย ไม่มีวันอารมณ์ไม่ดี
อ.หนิง ในฐานะคนที่อยู่ในวงการโค้ชและเป็นผู้ประเมินการโค้ชมาหลายปี มันเป็นไปได้อย่างมากว่า AI มีความนิ่งกว่าโค้ชมือใหม่หลายคน การไม่ขัดจังหวะ อดทนไม่รีบแนะนำ การถามทีละคำถาม ฟังดูง่ายแต่เป็นสิ่งที่นักเรียนโค้ชต้องใช้ความพยายามสูงมากที่จะทำให้ได้
นี่เป็นข้อเท็จจริงแรกที่วงการโค้ชต้องยอมรับ ประโยคที่ว่า "AI โค้ชไม่ได้" ไม่เป็นความจริงอีกต่อไปแล้ว อย่างน้อยก็ในระดับโครงสร้างพื้นฐานของการโค้ช และพัฒนาการนี้เกิดขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น ชื่องานวิจัย "Getting Better All the Time" ก็ตั้งใจบอกเราตรงๆ ว่า มันจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ
แต่เมื่อ ICF Assessor มองลึกลงไปกว่า Structure ของการโค้ช สิ่งที่พบทำให้โค้ชที่เป็นคนมาอ่านแล้วยิ้มได้ เพราะช่องว่างของ AI ทุกข้อ คือสิ่งที่โค้ชอย่างพวกเราฝึกฝนกันมาตลอดชีวิต
ข้อแรก AI ไม่รู้จักความเงียบ มันรีบสรุป รีบถามต่อ รีบพาบทสนทนาไปข้างหน้า ในขณะที่โค้ชที่มีประสบการณ์จะรู้ดีว่า ช่วงเวลาที่ผู้รับการโค้ชได้ตกผลึก ได้เรียนรู้และเกิดความกระจ่างมากที่สุด คือช่วงเวลาที่ไม่มีใครพูด ความเงียบหลังคำถามที่ใช่ มักเป็นพื้นที่ที่เกิดการเปลี่ยนแปลง
ข้อสอง Empathy ของ AI เป็นสูตรสำเร็จ ผู้ประเมินในงานวิจัยใช้คำว่า Formulaic มีความสามารถสะท้อนคำพูดกลับได้ถูกต้อง แสดงความเข้าใจได้ตามที่ถูกฝึกมา แต่ไม่มีประสบการณ์ชีวิตจริงของมนุษย์อยู่เบื้องหลังคำพูดเหล่านั้น เมื่อ AI แสดงความเข้าอกเข้าใจ ผู้ประเมินก็ยังเห็นว่าต่างจาก Empathy ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ความเข้าอกเข้าใจที่แท้จริงของมนุษย์จึงยังเป็นแต้มต่ออยู่
ข้อสาม AI สร้างอุปมาอุปมัยใหม่ให้ผู้รับการโค้ชไม่ได้ ตัวอย่างเช่นเมื่อผู้รับการโค้ชบอกว่ารู้สึกเหมือน "ยืนอยู่ในหมอก" AI สะท้อนภาพหมอกกลับไปได้ แต่ไม่สามารถหยิบหมอกนั้นมาเปิดมุมมองใหม่ แบบที่โค้ชที่เป็นคนอาจถามว่า "แล้วถ้าหมอกนี้กำลังชวนให้คุณหยุดเดิน เพื่อฟังอะไรบางอย่างหล่ะ" การสร้างอุปมาอุปมัยสดๆ จากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า คือศิลปะที่เกิดจากการรับรู้ทั้งตัวตนของอีกฝ่าย ไม่ใช่แค่ถ้อยคำของเขา
สังเกตไหมว่าทั้งสามข้อนี้ เป็นความสามารถของโค้ชระดับ Mastery พอดี ตอนนี้ AI ทำ Structure ของการโค้ชได้แล้ว แต่ยังโค้ชแบบ Artful ไม่ได้
ข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับงานวิจัยอีกชิ้นที่ติดตามผลยาวถึง 10 เดือน (Terblanche, Molyn, de Haan, & Nilsson, 2022) ซึ่งพบว่า AI Chatbot ช่วยให้คนบรรลุเป้าหมายได้ไม่ต่างจากโค้ชที่เป็นคน แต่สิ่งที่โค้ชทำได้เหนือกว่า AI คือ สิ่งที่อยู่ลึกกว่าแค่เป้าหมาย เช่น Psychological Wellbeing (ความผาสุกทางใจ), Resilience (ความยืดหยุ่นทางจิตใจ), Lowering Stress
สำหรับเพื่อนโค้ชที่อ่านมาถึงตรงนี้ หนิงอยากบอกว่าสิ่งที่ควรกังวลไม่ใช่ "AI จะมาแทนเรา" แต่ต้องเข้าใจว่า AI กำลังยกระดับของวิชาชีพเราให้สูงขึ้น
ถ้าการโค้ชของเราคือการเดินตาม Structure ใช้คำถามตามโมเดล ทำครบทุกขั้นตอนตามเช็คลิสต์ เราจะพบว่า AI ทำได้แล้ววันนี้ ในราคาที่ถูกกว่าและสะดวกกว่าเสมอ
คำถามที่โค้ชควรถามตัวเองคือ เราในฐานะโค้ชที่เป็นคน "เราส่งมอบอะไร ที่เกินกว่า Structure" เราใช้ความเงียบอย่างไร เรากล้าอยู่กับความอึดอัดของผู้รับการโค้ชโดยไม่ต้องรีบช่วยได้ไหม เราสามารถฟังได้ลึกแค่ไหน เราใช้ Empathy ได้ดีแค่ไหน
ถ้าเราตอบคำถามเหล่านี้ได้ชัด ก็ไม่ต้องกลัว AI เพราะสิ่งที่เราในฐานะโค้ชที่เป็นคน ได้ส่งมอบสิ่งที่ AI ทำไม่ได้ เราไม่ได้อยู่ในสนามเดียวกับ AI Chatbot และเราต้องพัฒนาศักยภาพเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง
ส่วนท่านที่ทำงานด้านการพัฒนาบุคลากร ที่กำลังตื่นเต้นกับ AI Chatbot หรือ AI Coach อ.หนิงชวนดูรายละเอียดสำคัญที่มักถูกมองข้าม
ผลการวิจัยที่น่าประทับใจนี้ เกิดขึ้นในเงื่อนไขที่มักไม่ใช่การโค้ชที่เกิดกับลูกค้าองค์กรในชีวิตจริง ในงานวิจัยนี้เป็น Session เดี่ยว โจทย์ที่ผู้รับการโค้ชเลือกมาไม่ซับซ้อน แต่การพัฒนาผู้นำในชีวิตจริงขององค์กร เป็นความสัมพันธ์ต่อเนื่องหลายเดือน มีเป้าหมายชัดเจนในการโค้ช บางเรื่องมีความซับซ้อน มีทั้งส่วนของความขัดแย้ง ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล มีบางครั้งที่ผู้บริหารเปิดเผยเรื่องเปราะบาง มีบางประเด็นที่แตะเส้นจริยธรรมและต้องอาศัยวิจารณญาณที่ละเอียดอ่อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้งานวิจัยยังไม่ได้ทดสอบ และเป็นหัวข้อที่ราคาแพงที่สุดหากเกิดความผิดพลาด
นอกจากนี้ ตลาด AI Coaching ปัจจุบันยังไม่มีการกำกับดูแล ผลิตภัณฑ์จำนวนมากติดป้ายว่า "Coaching" แต่สิ่งที่ส่งมอบจริงอาจจะเป็นการอบรมหรือการให้คำแนะนำ ผู้ซื้อจึงต้องประเมินอย่างรอบคอบ
อ.หนิงขอให้มุมมองว่า อย่ามอง AI Coach เป็นตัวแทนของโค้ชที่เป็นคน แต่มองเป็นการขยายโอกาสการเข้าถึง พนักงานส่วนใหญ่ในองค์กรไม่เคยได้รับการโค้ชด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ AI จึงเป็นเพื่อนฝึกคิดที่ดีสำหรับโจทย์ระดับพื้นฐาน ส่วนการพัฒนาผู้นำในเรื่องที่ซับซ้อน มีรายละเอียด และเดิมพันสูง ยังคงเป็นความสามารถของโค้ชที่เป็นคน องค์กรไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ให้ทั้งสองแบบทำงานร่วมกันในองค์กรได้
ในแวดวงวิชาการเอง เรื่องนี้ก็ยังถกเถียงกันอยู่ นักวิชาการบางท่านถึงขั้นเสนอว่า สิ่งที่ AI ทำนั้นไม่ควรเรียกว่าการโค้ชตั้งแต่แรก เพราะการโค้ชโดยแก่นแท้คือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ (Bachkirova & Kemp, 2025) เป็นข้อโต้แย้งทางวิชาการที่ลึกซึ้งและควรรับฟัง แต่ไม่ว่าเราจะเรียกสิ่งที่ AI ทำว่าอะไร ความจริงคือมันมาถึงแล้ว และมันจะเก่งขึ้นทุกวัน
อ.หนิงจึงเชื่อว่า ณ วันนี้ คำถามของวงการเราได้เปลี่ยนไปแล้ว จาก "AI จะแทนโค้ชได้ไหม" เป็น "เราจะเป็นโค้ชแบบไหน ที่ AI แทนไม่ได้"
และคำตอบของคำถามนี้ ไม่ได้อยู่ในเทคโนโลยีแต่มันอยู่ในความเป็นมนุษย์ที่เราฝึกฝนมาตลอด ความเงียบที่ถูกจังหวะ ความเข้าอกเข้าใจแบบมนุษย์ และความสัมพันธ์ที่ทำให้คนๆหนึ่งรู้สึกปลอดภัยพอที่จะกล้าพูดความคิดของตัวเองออกมาให้ตัวเองได้ยิน กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงและเติบโต
เขียนโดย ดร.หนิง ดไนยา เป็น Executive Coach ระดับ MCC (Master Certified Coach) จาก ICF ผู้เขียนหนังสือด้านภาวะผู้นำและการโค้ชหลายเล่ม รวมถึง "เปลี่ยนหัวหน้างานให้เป็นโค้ช"
เอกสารอ้างอิง
Bachkirova, T., & Kemp, R. (2025). 'AI coaching': Democratising coaching service or offering an ersatz? Coaching: An International Journal of Theory, Research and Practice, 18(1), 27–45.
Passmore, J., Olafsson, B., & Tee, D. (2025). A systematic literature review of artificial intelligence (AI) in coaching: Insights for future research and product development. Journal of Work-Applied Management, 18(1), 110–129.
Passmore, J., Tee, D., & Rutschmann, R. (2025). 'Getting better all the time': Using professional human coach competencies to evaluate the quality of AI coaching agent performance. Coaching: An International Journal of Theory, Research and Practice.
Terblanche, N., Molyn, J., de Haan, E., & Nilsson, V. O. (2022). Comparing artificial intelligence and human coaching goal attainment efficacy. PLoS ONE, 17(6), e0270255.