ทำไมต้องมี Coaching Clinic หลังจากเรียน Leader as Coach ไปแล้ว
"ตอนเรียนในห้อง พวกเราโค้ชได้นะครับ แต่พอกลับไปโค้ชลูกน้องจริงๆ ทำไมมันไม่เหมือนตอนเรียนเลยครับ"
เสียงสะท้อนที่เราได้ยินบ่อยๆ หลังจากผู้เรียนจบหลักสูตร Leader as Coach ไปแล้วสัก 1-2 เดือน ซึ่งเป็นคำถามที่ดีมาก เพราะมันสะท้อนความจริงข้อหนึ่งของการเรียนทักษะใหม่ การเรียนรู้ กับ การทำได้จริง เป็นคนละเรื่องกัน
ลองนึกถึงการเรียนว่ายน้ำ ถ้าเราฟังครูอธิบายท่าฟรีสไตล์จนเข้าใจหมดทุกขั้นตอน แต่วันที่ลงสระจริง น้ำเข้าจมูก แขนขาไม่ไปด้วยกัน นั่นไม่ได้แปลว่าครูสอนไม่ดี หรือเราเรียนไม่รู้เรื่อง แต่แปลว่าทักษะต้องการ "สนามฝึก" ที่มีคนคอยดู คอยปรับท่า คอยให้กำลังใจ จนกว่าร่างกายจะจำได้เอง
โค้ชชิ่งก็เช่นเดียวกัน
จากประสบการณ์การพัฒนาผู้นำ อ.หนิงพบว่าผู้เรียนส่วนใหญ่กลับไปเจอสถานการณ์คล้ายๆ กัน
1. โค้ชได้ดีกับแค่บางคน ลูกน้องที่เปิดใจ ชวนคุยง่าย โค้ชแล้วจะเห็นผล แต่พอเจอคนที่พูดน้อย หรือ "แล้วแต่พี่เลยค่ะ" แม้จะมีคำถามพร้อมแต่ก็โค้ชต่อไม่ได้
2. เจอเคสที่ซับซ้อน ไม่รู้ว่าจะโค้ชอย่างไร ในคลาสเรียนเราฝึกกับเพื่อนที่เรียนโค้ชมาพร้อมกัน หัวข้อชัดเจน แต่ชีวิตจริง เรื่องราวซับซ้อนกว่ามาก มีน้องที่ผลงานตกต่ำ มีทีมที่ขัดแย้งกันเอง มีคนเก่งที่กำลังจะลาออก แต่ละเคสต้องการวิธีเข้าหาไม่เหมือนกัน จนบางครั้งก็ไม่รู่ว่าเคสแบบนี้ ควรโค้ช ควรสั่ง หรือควรสอนกันแน่
3. เผลอกลับไปใช้โหมดเดิมโดยไม่รู้ตัว งานเร่ง เวลาน้อย พอน้องเดินมาถามปัญหา หัวหน้าก็ให้คำตอบทันทีทั้งที่ตั้งใจไปแล้วว่าจะถาม เผลอตัวเป็น solution provider ไปอีกแล้ว
4. ไม่มีใครสะท้อนให้ว่าทำได้ดีแค่ไหน โค้ชไปแล้วลูกน้องไม่ได้ทำอย่างที่คุยกันไว้ หรือเวลาที่เราสะท้อนกลับ เอ๊ะ เราตีความหรือเราสรุปประเด็นกันแน่ เมื่อไม่มีใครช่วยเป็นกระจกให้ เราก็ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้ดี หรือต้องพัฒนาตรงไหน
เมื่อทำแล้วไม่เห็นผล หรือยังไม่ค่อยถนัด หลายคนก็ค่อยๆโค้ชน้อยลง บางคนก็ท้อใจ จนเลิกไปในที่สุด แล้วองค์กรก็สงสัยว่า ลงทุนจัด Leader as Coach ไปแล้ว ทำไมวัฒนธรรมการโค้ชยังไม่เกิดสักที
คำตอบคือ ไม่ใช่เพราะหลักสูตรไม่ดี และไม่ใช่เพราะผู้เรียนไม่ตั้งใจ แต่เพราะทักษะที่ไม่ได้รับการฝึกต่อเนื่อง จะค่อยๆ เลือนหายไปเอง
Coaching Clinic คือการนัดหมายกลับมาเจอกันหลังจากเรียนจบไปแล้วระยะหนึ่ง เมื่อทุกคนได้ลองนำการโค้ชไปใช้จริง เก็บเกี่ยวทั้งความสำเร็จและข้อติดขัดกลับมา แล้วมาเสริมแรง พัฒนากันต่อ
เป็นเวทีที่ช่วยพยุงเส้นกราฟการโค้ชที่กำลังค่อยๆตกลง ให้เชิดกลับไต่ขึ้นไปอีก
1. นำเคสจริงมาปรึกษา เคสที่โค้ชแล้วติดขัด เคสที่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร นำมาแลกเปลี่ยนกันในกลุ่ม โดยมีโค้ชมืออาชีพช่วยชี้ให้เห็นว่าติดตรงไหน และมีทางเลือกอะไรบ้าง การเห็นทางออกจะทำให้มีกำลังใจโค้ชกันต่อ
2. ฝึกโค้ชแล้วได้รับ Feedback ทันที การได้โค้ชต่อหน้าโค้ชผู้มีประสบการณ์ แล้วได้รับฟีดแบคแบบเจาะจง เช่น "ตรงจังหวะนั้น ถ้ารออีกนิดจะดีมาก โค้ชชี่กำลังจะได้คำตอบของเขาเองแล้ว" คือการเรียนรู้ที่เฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละคน
3. เติมเทคนิคที่สูงขึ้นตามความพร้อม เมื่อผู้เรียนมีประสบการณ์จริงมาแล้ว Coaching Clinic จะเสริมทักษะที่ละเอียดขึ้น เมื่อแต่ละคนนำประสบการณ์มาแชร์ ก็จะได้เทคนิคใหม่ๆที่พร้อมนำไปใช้ได้ทันที
4. รักษาโมเมนตั้มของวัฒนธรรมการโค้ช Coaching Clinic ที่จัดสม่ำเสมอ เป็นการส่งสัญญาณจากองค์กรว่า การโค้ชไม่ใช่แค่หลักสูตรที่เรียนแล้วจบ แต่เป็นวิถีการทำงานที่องค์กรเอาจริง เมื่อผู้เรียนรู้ว่าจะมีเวทีให้กลับมาแลกเปลี่ยน เขาจะกล้าลองโค้ชต่อ เพราะรู้ว่าติดขัดตรงไหนก็มีที่ให้ปรึกษาได้
การเรียนคือจุดเริ่มต้น การฝึกต่อเนื่องคือจุดเปลี่ยน
อ.หนิงเชื่อเสมอว่า หัวหน้างานทุกคนมีศักยภาพที่จะเป็นโค้ชที่ดีได้ สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่แค่ความรู้เพิ่ม แต่ยังต้องการพื้นที่ปลอดภัยให้ได้ฝึก ได้ผิด ได้ปรับ และได้เห็นพัฒนาการของตัวเอง
องค์กรที่สร้างวัฒนธรรมการโค้ชสำเร็จ ไม่ใช่องค์กรที่ส่งคนไปเรียนมากที่สุด แต่คือองค์กรที่ออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ให้ผู้เรียนก้าวเดินต่อได้จริง และ Coaching Clinic คือหมุดหมายสำคัญบนเส้นทางนั้น ที่คอยยกกราฟการโค้ชให้ไต่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนวันหนึ่งการโค้ชกลายเป็นวิธีที่ผู้นำในองค์กรใช้กันเป็นปกติ
เพราะการโค้ชก็เหมือนการว่ายน้ำ ไม่มีใครว่ายเป็นจากการนั่งฟังบนขอบสระ ต้องลงน้ำ ต้องสำลักบ้าง และต้องมีครูอยู่ข้างๆ จนกว่าจะว่ายได้ด้วยตัวเอง
เขียนโดย ดร.หนิง ดไนยา เป็น Executive Coach ระดับ MCC (Master Certified Coach) จาก ICF ผู้เขียนหนังสือด้านภาวะผู้นำและการโค้ชหลายเล่ม รวมถึง "เปลี่ยนหัวหน้างานให้เป็นโค้ช"
เราเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผู้นำด้วย Leader As Coach & Coaching Clinic