Burnout จัดการได้

Burnout จัดการได้

หัวข้อที่พบได้บ่อยในการโค้ชช่วงที่ต้อง Work From Home คือ Work Life Balance และ สภาวะ Burnout ซึ่งบางคนก็มีข้อใดข้อหนึ่งและบางคนก็มีทั้งสองหัวข้อ

จากประสบการณ์ในการโค้ชซึ่งไม่ใช่จิตแพทย์และไม่ได้นำเสนอในมุมมองของนักจิตวิทยา จะแชร์จากสิ่งที่พบในกระบวนการโค้ชในบทความนี้ทั้งสาเหตุและการจัดการกับสภาวะ Burnout

Burnout คืออะไร

คำว่า Burnout เป็นที่รู้จักกันมานานเกือบครึ่งศตวรรษแล้ว โดยในตอนแรกใช้ในกลุ่มคนที่เป็น High Achiever คือเมื่อต้องการประสบความสำเร็จสูงก็ต้องจ่ายด้วยต้นทุนที่สูง เช่นการทุ่มเทแรงกายแรงใจที่มากกว่าคนปกติทั่วไป และเมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามคาดหมาย รู้สึกล้มเหลว หมดแรงจูงใจ

ต่อมาจึงใช้คำว่า Burnout อธิบายสภาวะอ่อนล้าทางกาย จิตใจ และอารมณ์ ซึ่งเกิดจากการมีความเครียดมากกว่าปกติเป็นเวลานาน มีงานประดังเข้ามามาก หมดแรงใจ และไม่สามารถส่งมอบงานได้ตามกำหนด

ในช่วงนี้คนบอกว่าตัวเอง Burnout กันมากขึ้น และต้องการหาทางออกให้กับสภาวะหมดไฟนี้  

การโค้ช ช่วยอย่างไร   

ในกระบวนการโค้ชที่ผู้รับการโค้ชมีหัวข้อสนทนาชัดเจนว่าตัวเอง Burnout และอยากให้โค้ชช่วย เราพบว่าที่มาของอาการดังกล่าวมาจากสาเหตุต่างกัน

ตำแหน่งงานใหม่

การเข้ามารับตำแหน่งงานใหม่ ต้องปรับตัวอย่างมาก ทั้งต้องเรียนรู้เนื้อหาของงาน ส่งมอบงานให้เทียบเท่าหรือมากกว่า Roles & Responsibilities ที่ตกลงไว้ เมื่อได้พูดคุยกับโค้ช ผู้รับการโค้ชบางคนจะพบว่านี้เป็นภาวะชั่วคราวที่ทุกอย่างประดังเข้ามา เขาต้องจัดลำดับความสำคัญและให้เวลาตัวเองในบางเรื่องให้นานขึ้น บางคนบอกว่าต้องใจดีกับตัวเองบ้างอย่ากดดันตัวเองมากเกินไป ความรู้สึกลนลานตลอดเวลานอกจากไม่ช่วยให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีแล้ว ยังเป็นการใช้พลังงานร่างกายอย่างไม่มีประสิทธิภาพด้วย

ความคาดหวังสูง

คนที่ตั้งใจสูง ตั้งเป้าหมายไว้สูงมาก ย่อมมีความกดดันเป็นของคู่กันเสมอ ความคาดหวังในตัวเองและคาดหวังว่าเพื่อนร่วมงานหรือทีมงานจะมีความตั้งใจสูง ทุ่มเทสุดแรงกายแรงใจเหมือนที่ตัวเองทำด้วย และเมื่อคนอื่นไม่ได้แสดงออกถึงความทุ่มเทนั้นก็โกรธว่าไม่มีใครจริงจังเลย บางคนเสียใจว่าตัวเองมองคนผิดให้มาทำงานด้วย บางคนก็น้อยใจว่าทำไมไม่มีใครเชื่อฟัง

สิ่งที่ผู้รับการโค้ชจัดการคือ ทำความเข้าใจเรื่องความคาดหวังในตัวเองเสียใหม่ และแยกแยะความคาดหวังในคนอื่นออกจากกัน ไม่เหมารวมว่าทุกคนต้องคิดเหมือนฉันและทุ่มเทแบบฉัน

การสื่อสารด้วยตัวอักษร

การสื่อสารผ่านอีเมล์ ไลน์ หรือแพลตฟอร์มการสื่อสารแบบข้อความในองค์กร ทำให้เกิดความเข้าใจผิดไม่น้อย บางคำพูดเจืออารมณ์เกรี้ยวกราด บางประโยคอ่านแล้วห้วนๆเหมือนไม่พอใจ เนื้อหาบางตอนฟังดูเหมือนตัดพ้อ มีความไม่สมอารมณ์ทำให้ไม่มั่นใจว่าเรากำลังคุยกันแบบไหน ติดตามงานกันอยู่หรือกำลังประจานกันอยู่แน่

ในกระบวนการโค้ช มักจะพบว่าการพูดคุยกันผ่านทางโทรศัพท์หรือการประชุมออนไลน์แบบที่ได้เปิดกล้องเห็นหน้า ทำความเข้าใจกันแบบได้ยินเสียงมักเข้าใจเจตนาของผู้พูดได้ดีกว่าตีความจากข้อความแต่เพียงฝ่ายเดียว

คนอื่นทำงานไม่ได้ดั่งใจ

หลายคนเติบโตมาในการทำงานแบบคนเดียว ถนัดแบบลุยเดี่ยวไม่ต้องยุ่งกับใคร เมื่อมีความก้าวหน้าในงานต้องมีทีมงานก็ไม่ค่อยถนัดและต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นในการสื่อสาร ทำความเข้าใจ และติดตามงาน การทำงานที่ต้องบริหารทีมเป็นภารกิจที่ต้องใช้พลังงานมาก ทำให้เหนื่อยและหมดแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนอื่นทำงานไม่ได้ดั่งใจตัวเอง

เมื่อได้สะท้อนความคิดกับโค้ช บางคนกลับไปเพิ่มทักษะการบริหารคนให้มากขึ้น บางคนจัดเวลาเฉพาะในการพูดคุยกับทีมงานเพื่อให้แน่ใจว่าได้ทั้งผลลัพธ์ของงานและยังรักษาความสัมพันธ์ในงานให้ดีได้ ทีมงานบางคนต้องการให้สอน บางคนไม่ชอบให้จู้จี้ บางคนชอบมาอัพเดตบ่อยๆ เมื่อสามารถบริหารคนตามสไตล์ของเขาแล้วก็จัดการความคาดหวังและอารมณ์ของตัวเองได้ดีขึ้นด้วย

สภาวะ Burnout หรือหมดไฟ สามารถจัดการได้ การได้พูดคุยกับโค้ชเพื่อหาที่มาที่ไป และทางออกของสภาวะนี้ทำให้บริหารจัดการพลังกายพลังใจของตัวเองได้ดีขึ้น และใช้ศักยภาพเพื่อสร้างผลงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

Powered by MakeWebEasy.com