5 วิธีป้องกัน Burnout หลังยุคโควิด

handle burnout

Burnout เป็นเหตุให้บุคลากรไม่สามารถทำงานได้เต็มศักยภาพ เมื่อเหนื่อยล้ามากๆเข้า บางคนก็ลาออก

งานวิจัยชี้ว่าการทำงานในช่วงวิกฤติโควิด มีความเครียดและกดดัน ส่งผลให้เกิดความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ และกว่า 70% รายงานว่าอยู่ในสภาวะ burnout*

การดูแลบุคลากรไม่ให้เข้าใกล้สภาวะดังกล่าวย่อมมีผลดีต่อ Performance ขององค์กร คนที่ทำงานไม่ว่าอยู่ในระดับใดก็สามารถป้องกัน Burnout ได้ ด้วย 5 วิธี ดังนี้

1. ปลูกต้นไม้

ต้นไม้ให้ประโยชน์มากกว่าที่เราคิด หากมีพื้นที่ว่างเพียงพอสำหรับทำสวน การปลูกพืชผักสวนครัวทำให้เราได้ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ สัมผัสสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว และแถมได้อาหารที่ปลอดภัยด้วย อันที่จริงไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่กว้างขวางสำหรับทำสวน ขอเพียงมีที่ให้วางกระถาง มีแสงแดดส่องถึงก็เพียงพอแล้วสำหรับสวนครัว หรือไม้ประดับต่างๆ นอกจากนี้การมีพืชในร่มไว้ในบริเวณที่ทำงานก็ช่วยสร้างบรรยากาศอ่อนโยน สบายตา เห็นแล้วก็สบายใจ

2. มีกิจกรรมกลางแจ้ง หรือกิจกรรมในธรรมชาติ  

ปิดคอมพิวเตอร์ ลุกจากโต๊ะเก้าอี้ ไปทำกิจกรรมต่างๆส่งผลดีต่อสุขภาพกายและจิตใจ หากจัดตารางได้อย่างสม่ำเสมอก็จะยิ่งดี

การเดินหรือออกกำลังกายในสวน การเดินในป่าหรือกิจกรรมอาบป่า หรือการไปปิคนิคก็น่าสนใจไม่น้อย ต้นไม้ขนาดใหญ่ให้อากาศที่สดชื่น และเสริมสร้างสุขภาพกายใจ การทำกิจกรรมทางน้ำต่างๆเช่น ว่ายน้ำ เซิร์ฟ ก็ให้ประโยชน์ต่อกายและใจ

3. เลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ  

อาหารไม่ใช่เพื่อแก้หิวเท่านั้น แต่อาหารเชื่อมโยงกับสมองและจิตใจด้วย การกินอาหารเพื่อสุขภาพไม่ใช่เป็นกระแสที่ฮิตชั่วคราว แต่เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรใส่ใจและเข้าใจ อาหารเพื่อสุขภาพมีความหลากหลายไม่น่าเบื่อ มีบทความหรือการแชร์ความรู้ที่ทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นมาก หากอาหารนั้นส่งเสริมสุขภาพทางเดินอาหาร การย่อยและการดูดซึม ก็ย่อมส่งผลต่อสมองและความรู้สึกด้วย

4. พบปะเพื่อน มีสังคม   

งานวิจัยชี้ชัดว่าการมีสังคมหรือการมีกลุ่มเพื่อนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีส่งผลให้ชีวิตยืนยาว ไม่ว่าการไปพบปะสังสรรค์จะเป็นรูปแบบพบกันจริงๆ โทรคุยกัน หรือพบกันผ่านโซเซียลแพลตฟอร์มต่างๆก็ให้ผลดีทั้งนั้น

ในช่วงที่ประชุมออนไลน์กันทั้งวัน เราอาจจะละเลยการมีสังคมนอกที่ทำงานอยู่บ้าง หาเวลาพูดคุยกับเพื่อนๆบ้างก็จะช่วยลดความเครียด ความเหนื่อยล้าจากงานได้

5. สร้างอุปนิสัยที่ดีต่อสุขภาพ   

ถ้าสุขภาพไม่ดี เราก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ การสร้างนิสัยที่ดีต่อสุขภาพมีความสำคัญมากกว่าที่เราคิด การนอนหลับเพียงพอ มีเวลาพักสมองจากเรื่องงานไปทำอย่างอื่นบ้าง ปัจจุบันนี้การทำงานมีความเร่งรีบ เต็มไปด้วยความท้าทาย ความเครียด หากในแต่ละวันเราจัดเวลาทำสมาธิในตอนเช้า ได้เคลื่อนไหวร่างกายระหว่างวัน มีเวลาปิดสมองจากงาน มีงานอดิเรก และพักผ่อนอย่างเพียงพอ จะช่วยส่งเสริมสุขภาพกายและใจได้

หากองค์กรมีส่วนส่งเสริมให้บุคลากรได้นำ 5 ข้อนี้ไปใช้ก็จะช่วยให้ลดปัญหาการ Burnout มีพลังกายและพลังใจ ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ บุคลากรและองค์กรจะแข็งแรงไปด้วยกัน

 

ดร.หนิง ดไนยา ต้ังอุทัยสุข

โค้ชผู้บริหาร นักพัฒนาผู้นำ


* สถิติอ้างอิง Optimizing Personal Energy, Korn Ferry, 2021

 

Powered by MakeWebEasy.com